วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ระบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์

สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์

โดยนิยามแล้วคอมพิวเตอร์จะประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน ด้วยกัน คือ
สถาปัตยกรรม( Computer Architecture) และออร์กาไรเซชั่นคอมพิวเตอร์ ( computer organization)
ซึ่งแต่ละส่วนก็จะให้ความหมายอย่างชัดเจนอยู่แล้วแต่ว่าเราก็สามารถให้ความหมายได้อย่างกว้างๆ กับคำสองคำนี้ซึ้งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือ

• สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ( Computer Architecture) คือ ลักษณะต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ๆทั่วไปสามารถ มองเห็นได้และจะมีผลต่อกระบวนการทำงานของคอมพิวเตอร์

• ออร์กาไนเซชั่นคอมพิวเตอร์( computer organization) คือ กระบวนการการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีการคำนึงถึง สถาปัตยกรรม

ตัวอย่างทางสถาปัตยกรรมได้แก่ ขั้นตอนการประมวลผลของชุดคำสั่ง (Instruction Set)
Zจากความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวนี้ในการที่คอมพิวเตอร์จะทำการประมวลเช่นทำการบวก ลบ คูณ หรือการหารนั้นถือว่าเป็นการทำงานตามขั้นตอนของสถาปัตยกรรม


Zส่วน ขั้นตอนการทำงานทางด้านออร์กาไนเซชั่นนั้นจะหมายถึงการสร้างฮาร์ดแวสำหรับ ใช้ในการทำงานขึ้นมาโดยตรง ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มมาจนถึงยุคประจุบันนี้ จะให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมและออร์กาไนเซชั่นเป็นอย่างมากซึ้งทั่งสองตัว นี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในการสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งๆ ของสองบริษัทอาจจะมีสถาปัตยกรรมที่เหมือนๆ กัน แต่ว่า มีออร์กาไนเซชั่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเซิง ซึ้งจะเป็นผลที่ทำให้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์มี ราคาที่แตกต่างกัน และประสิทธิภาพในการใช้งานไม่เท่ากัน ยิ่งกว่านี้สถาปัตยกรรมอาจมีการ ใช้งานได้หลายๆปี แต่ออร์กาไนเซชั่นมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามเทคโนโลยีที่ผลิต ตัวอย่าง ที่เห็นๆกันโดยทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ของ IBM System/370 คอมพิวเตอร์รุ่นนี้มีการ ใช้สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเมื่อปี พ.ศ. 2513 และได้มีการใช้สถาปัตยกรรมแบบเดียวกันนี้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆรุ่นสำหรับส่งให้กับลูกค้า ลูกค่าที่ต้องการเครื่องที่มีความเร็วไม่สูงมาก อาจจะจ่ายในราคาที่ต่ำ แต่ต่อมาถ้าลูกค้าต้องการเครื่องที่มีความเร็วสูงขึ้นก็สามารถใช้ซอฟต์แว ตัวเดิมได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบซอฟแวต์ไหม่ ซึ้งจะมองเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ของ IBM ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากเดิมเป็นอย่างมากทั่งในเรื่องของความเร็วที่สูงขึ้นในราคาที่ ถูกลง แต่ว่าคอมพิวเตอร์ก็ยังมีการใช้สถาปัตยกรรมเดิม ถึงแม้ว่าจะมีการออกแบบออส์กาไนเซชั่น ไหม่ก็ตาม ทำให้ลูกค้ายังสามารถใช้ซอฟแวต์ตัวเดิมได้เสมอซึ้งสรุปแล้วคอมพิวเตอร์ของ IBM ใน ยุคปัจจุบันยังคงใช้สถาปัตยกรรมในยุคแรก ส่วนคอมพิวเตอร์อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Microcomputer นั้น เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมกับออส์กาไนเซชันนั้นมีความใกล้เคียงกันเป็น อย่าง มากการใช้เทคโนโลยีในการออกแบบออส์กาไนเซชั่นจะมีผลต่อสถาปัตกรรมของเครื่อง คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปแล้วความต้องการในการที่จะใช้สถาปัตยกรรมของเครื่องคอม พิวเตอร ์แบบเก่ากับเครื่องแบบไหม่นั้นมีน้อยมากดังนั้นจึงส่งผลให้บทบาทของ สถาปัตยกรรมและ ออส์กาไนเซชั่นได้มีการเปลียนแปลงไปพร้อมๆกัน เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นระบบที่มีความซับซ้อนมาก ซึ่งดังจะเห็นได้จากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะประกอบไปด้วย ชิ้นส่วนๆต่างๆหลาย ล้านชิ้นในการที่จะเรียนรู้หลัการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นจะต้องมี การเรียนรู้ลักษณะ โครงสร้างลำดับขั้นโดยธรรมชาติของคอมพิวเตอร์ โครงสร้างลำดับชั้นคือ กลุ่มย่อยของระบบที่ถูก นำมาประกอบเข้าด้วยกัน ซึ้งในระบบย่อยแต่ละระบบนั้นก็จะมีโครงสร้างลำดับชั้นของอุปกรณ์ที่ แตกต่างกันออกไป กระบวนการการทำงานแต่ระบบย่อยที่เกิดขึ้นผู้ออแบบสามารถกำหนดได้สอง เรื่องคือ

โครงสร้าง และหน้าที่คอมพิวเตอร์
โครงสร้าง คือวิธีที่อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
หน้าที่คือ การทำงานของส่วนประกอบแต่ละส่วนซึ้งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง หน้าที่การทำงาน โดยพื้นฐานของคอมพิวเตอร์แล้วจะประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักๆอยู่ 4 ส่วนด้วยกันคือ

1 การประมวลผลข้อมูล (Data processing Facility)
2.ส่วนเก็บข้อมูล (Data Storage Facility)
3.ส่วนเคลื่อนย้ายข้อมูล (Data movement Apparatus)
4.ส่วนการควบคุม (Control mechanism)

เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ซึ้งข้อมูลจะมีอยู่ในหลายๆ รูปแบบเช่น เป็นตัวเลข เป็นแรงดันไฟฟ้าเป็นต้น ทำให้ขอบเขตในการประมวลผลข้อมูลนั้นกว้างแต่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลข้อมูลนั่นมีขั้นตอนไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้นเครื่องคอมพิวเตอร์จะ ต้องมีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูล
ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะต้องทำการประมวลผลข้อมูลทันที่แต่คอมพิวเตอร์ต้องมีการเก็บบันทึกข้อมูลไว้เป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะ ข้อมูลที่กำลังทำการประมวลผลอยู่นั้นซึ้งจะเป็นการเก็บข้อมูลระยะสั้นๆ แต่ว่าการเก็บข้อมูลระยะ ยาวก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องสามารถทำการเคลื่อนย้ายข้อมูลได้ อาจจะ เป็นการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังอุปกรณ์ต่างๆซึ้งสิ่งแวดล้อมของเครื่องคอม พิวเตอร์จะต้องมีการติดต่อกับอุปกรณ์ภายนอกในทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า IO หรือ ส่วนของอุปกรณ์ ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์จะต้องมีความสามารถใจการควบคุม การทำงานของระบบต่างๆให้เป็นไป ตามขั้นตอนที่มีการออกแบบไว้การควบคุมต่างๆจะถูกกระทำโดยผู้ใช้งาน ซึ้งจะเป็นลักษณะ ของชุดคำสั่งเฉพาะที่มีการออกแบบมาเพื่อสำหรับควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์

สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นทฤษฎีที่อยู่ฉากหลังของการออกแบบคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปหมายถึง การออกแบบโครงสร้างของหน่วยประมวลผลกลาง โดยทั่วไปหมายถึง การออกแบบ

(ซึ่งก็คือ การออกแบบจำนวนรีจิสเตอร์ที่จำเป็น และหน้าที่ที่จำเป็นของ หน่วยควบคุมกับหน่วยประมวลผลตัวเลข)

วิวัฒนาการของระบบสถาปัตยกรรม

อินเทลพัฒนาซิปซีพียู 8086 ในปี พ.ศ. 2521 หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2524 ไอบีเอ็ม พัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ ออกสู่ตลาดโดยเลือกชิป 8088 เป็นซีพียูของเครื่อง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของซีพียูตระกูล 8086 และมีพัฒนาการ ที่ต่อเนื่องตลอดมาช่วงแรกในการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ CISC อินเทลออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการ ทำงานโดยมีชุดคำสิ่งต่างๆ คู่แข่งของอินเทลอยู่ที่ซีพียูในอีกตระกูลหนึ่ง คือ 68000 ของปริษัทโมโตโรลา ซึ่งได้เร่งขยายขีดความสามารถของบซีพียู โดยการพัฒนา 68010, 68020, 68030 และ 68040 ขณะเดียว กันอินเทลก็พัฒนา 80286, 80386, 80486 ซึ่งพัฒนาการของทั้งสองค่ายต่างก็แข่งขันกัน มาโดยตลอด
ช่วงเวลาที่อินเทลทิ้งช่วงระหว่าง 80486 กับเพนเทียม (p5) อินเทลได้สร้างโครงการ p5 ซึ่งเป็นการพัฒนาโดย ใช้สถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่จัดเป็นลำดับที่ 5 ในตระกูล 80xxx อินเทลให้ข่าวอย่างไม่เป็นทางการตลอดมา อินเทล ได้เสนอโมเดลขั้นต้นไว้ว่าจะต้องทำให้คอมแพติเบิลกับของเดิม

อินเทลกับปัญหาที่ต้องแก้ไข
เมื่ออินเทลพัฒนาซีพียู 8086 การจัดการหน่วยความจำของอินเทลมีข้อยุ่งยากมาก มีการกำหนด เซกเมนต์โดย แต่ละเซกเมนค์มีขนาด 64 กิโลไบต์ในซีพียูมีรีจิสเตอร์ที่ใช้สำหรับการจัดการเซกเมนต์เรียกว่า"เซกเมนค์รีจิสเตอร์"

ประเภทของสถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบขนาน ของโปรเซสเซอร์

1. SISD(Single Instruction Single Data stream) คือ โปรเซสเซอร์ ที่ใช้การประมวลผลด้วยชุดข้อมูลเพียงชุดเดียว และ ทำงานด้วยคำสั่งเดียว ภายใน 1 สัญญาณนาฬิกา

2. MISD(Multiple Instruction Single Data stream) คือ โปรเซสเซอร์ ที่ใช้การประมวลผลด้วยชุดข้อมูลเพียงชุดเดียว แต่ทำงานด้วยได้หลายคำสั่ง ภายใน 1 สัญญาณนาฬิกา มักจะไม่ค่อยมีใครพัฒนาโปรเซสเซอร์แบบนี้

3. SIMD(Single Instruction Multiple Data stream)คือ โปรเซสเซอร์ที่ใช้การประมวลผลด้วยชุดข้อมูลหลายชุด แต่ทำงานด้วยคำสั่งเดียว ภายใน 1 สัญญาณนาฬิกา และได้ผลลัพธ์หลายชุด ใช้ในโปรเซสเซอร์แบบ Pentium MMX

4. MIMD(Multiple Instruction Multiple Data stream)คือ โปรเซสเซอร์ที่ใช้การประมวลผลด้วยชุดข้อมูลหลายชุด และทำงานด้วยได้หลายคำสั่ง ภายใน 1 สัญญาณนาฬิกา

RISC ( Reduced Instruction- Set Computing หรือชิปที่มีการลดทอนคำสั่ง ) คือ โปรเซสเซอร์ที่มีชุดคำสั่งที่มีรูปแบบและขนาดที่แน่นอน สามารถประมวลผลได้ภายใน 1 สัญญาณนาฬิกา การอ้างอิงหน่วยความจำจะใช้คำสั่ง Load และ Store ที่สามารถอ้างอิงหน่วยความจำได้โดยตรงเท่านั้น ใช้การอ้างตำแหน่งแบบตรงๆ ง่ายโดยมีรูปแบบจำกัดอยู่ 2 แบบ คือ 1.แบบอ้างผ่าน Register ( Register Indirect ) Register จะเก็บค่าตำแหน่งไว้ แล้ว ทำการอ้างตำแหน่งนั้นๆผ่าน Register 2.ในแบบ Index จะเป็นการอ้างตำแหน่งจากค่าคงที่ที่มาในคำสั่งนั้นๆเลย

CISC ( Complex Instruction- Set Computing ) คือสถาปัตยกรรมของโปรเซสเซอร์ ที่ใช้คำสั่งซับซ้อนที่มีความยาวเปลี่ยนไปตามชนิดของคำสั่ง มีคำสั่งให้ใช้งานมากมาย ทำให้เขียนโปรแกรมง่าย และโปรแกรมมีขนาดเล็ก การทำงานของคำสั่งจะใช้ Microcode โดยคงความเข้ากันได้กับโปรเซสเซอร์รุ่นเก่า ทำให้ไม่ต้องเขียนโปรแกรมใหม่

SMP(Symmetric MultiProcessing) คือสถาปัตยกรรมของการใช้โปรเซสเซอร์ หลายตัว ที่ใช้ทรัพยากรของระบบเช่น บัส หน่วยความจำ I/O ร่วมกัน ไม่สามารถแบ่งเป็น partition ย่อยๆได้ และสมรรถนะของระบบจะลดลงเมื่อใช้โปรเซสเซอร์ มากกว่า 8 ตัว ความสามารถในการขยายสเกลยังจำกัด แต่สามารถใช้โปรแกรมแบบเดิมได้ไม่ต้องเขียนขึ้นใหม่

ระบบคอมพิวเตอร์ คือ องค์ประกอบที่จะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ถ้าขาดองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ระบบของคอมพิวเตอร์จะประกอบไปด้วย 5 ประการคือ

1.Hardware

2.Software

3.Peopleware

4.Data

5. Procedure

ประเภทของคอมพิวเตอร์

1. คอมพิวเตอร์ระดับใหญ่(Mainframe Computer)

2. คอมพิวเตอร์ระดับเล็ก(Mini Computer)

3. คอมพิวเตอร์ระดับยิ่งใหญ่ (Supper Computer)

4. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC:Personal Computer)

5. คอมพิวเตอร์ขนาดสมุดบันทึก(Note Book)

6. คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เลขาส่วนตัว หรือ พีดีเอ(PDA:Personal Digital Assistant)

7. คอมพิวเตอร์เครือข่าย(Net)

ฮาร์ดแวร์(Hardware)

  • หน่วยรับข้อมูลหรือ (Input Unit)
  • หน่วยประมูลผลกลางหรือซีพียู(CPU:Central Processing Unit)
  • หน่วยเก็บข้อมูล(Storage) / หน่วยเก็บข้อมูลหรือความจำหลัก(Primany Storage หรือ Main Memory) และหน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage)
  • หน่วยแสดงผล (Output Unit)

ที่มา : http://www.no-poor.com/RationalRose/M-Computer%20Architecture.htm

ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)

ระบบปฏิบัติการ (Operating System )

ความหมายของ ระบบปฏิบัติการระบบปฏิบัติการ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรม Windows 95 , 98

หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ

1. จัดการเกี่ยวกับไฟล์ 2. การจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ INPUT/OUTPUT

3. การจัดการหน่วยความจำ 4. การจัดการเกี่ยวกับโปรแกรมประยุกต์

5 . การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงานของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

ทำความรู้จัก DOS และ Windows รุ่นต่าง ๆ ในเบื้องต้น

Windows ต่าง ๆ ที่มีใช้งานกันอยู่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยจะเขียนเพื่อเป็นข้อมูลคร่าว ๆ สำหรับทำความรู้จักกับ Windows รุ่นต่าง ๆ ที่เรา ๆ ใช้งานกันอยู่

DOS ระบบปฏิบัติการรุ่นแรก ๆ

สมัยแรกเริ่ม การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีการทำงานบนระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า DOS (Disk Operation System) ซึ่งการทำงานส่วนใหญ่ จะเป็นการทำงานโดยการใช้คำสั่งทีละบรรทัดผ่านระบบ Commanf Line เช่นเมื่อต้องการ copy ไฟล์ ก็ต้องสั่งว่า copy file1.txt file2 txt เป็นต้น ในส่วนของการใช้งาน DOS จะมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายที่เห็นคือ DOS Version 6.xx โดยที่ได้ทำการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการทำงานมาตลอดเวลา ในด้านการเพิ่มความสามารถต่าง ๆ เช่น การรองรับกับการจัดการหน่วยความจำที่มากขึ้น การรองรับฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมากขึ้น และอื่น ๆ

Windows 3.1 ระบบปฏิบัติการแบบ 16 bit

ต่อมา ก็มีการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เรียกว่า Windows ซึ่งใน Windows รุ่นแรก ๆ จะเป็นการทำงานแบบ 16 bit มีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ โดยรุ่นสุดท้ายมีชื่อเรียกว่า Windows 3.1 ซึ่งจะยังมีการทำงานในลักษณะที่ต้องใช้ DOS เป็นระบบปฏิบัติการอยู่ แต่การใช้งานต่าง ๆ ก็จะดูง่ายขึ้น และสามารถรองรับการทำงานแบบ Multitasking ได้ (เป็นการทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน) Windows 3.1 นี้เป็นที่นิยมใช้งานกันมากในสมัยนั้น เพราะเป็นครั้งแรก ที่มีการใช้งานระบบปฏิบัติการแบบ Graphic User Interface คือทำงานกับรูปภาพ ใช้เมาส์คลิกเลือกการทำงานตามต้องการ ไม่ต้องมาพิมพ์คำสั่งทีละคำสั่งนั่นเอง

Windows95 ระบบปฏิบัติการแบบ 32 bit

Windows95 ได้มีการออกมาให้ใช้งานกันในเวลาต่อมา โดยทำการปรับปรุงรูปแบบหน้าตาของ Windows ใหม่ทั้งหมด เป็นที่ฮือฮา ในวงการนักเล่นคอมพิวเตอร์อยู่พักหนึ่ง ระบบปฏิบัติการ จะใช้ตัว Windows แทน DOS ตัวเก่า แต่ยังสามารถใช้งาน DOS ได้ปกติ โดยจะเป็นการทำงานแบบ 32 bit สามารถรองรับกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น รูปแบบกราฟิค ที่สวยงามขึ้น แต่ก็พบปัญหาในการใช้งานค่อนข้างมาก หลาย ๆ คนไม่ยอมใช้ Windows 95 ตัวนี้แต่ยังคงใช้งาน Windows 3.1 กันต่อไป Windows 95 ที่ออกมาครั้งแรก ๆ จึงยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก โดยที่ต่อมาก็มีการออก Windows 95 OSR2 เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบในรุ่นเดิม และเพิ่มเติมความสามารถการใช้งาน FAT32 เพื่อให้ใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ด้วย

Windows98 กับการใช้งานที่ดีขึ้น

Windows98 เป็นรุ่นต่อมาของ Windows ที่ออกมาให้ได้ใช้กัน มีการปรับปรุงหน้าตา และการทำงานให้สวยงาม และน่าใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการนำเอาโปรแกรมเล่นอินเตอร์เน็ต IE4 (Internet Explorer 4.0) แถมมาให้ด้วย สามารถรองรับการทำงานของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น แต่หลาย ๆ คนก็ยังบอกว่า มักจะมีปัญหาบ่อย ๆ ในการใช้งาน IE4 ที่มีแถมมาให้ใน Windows รุ่นนี้ โดยรวมก็เรียกได้ว่า เป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากทีเดียว ต่อมาก็มีการออก Windows 98 SE (Second Editor) โดยทำการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบใน Windows 98 รุ่นแรก ๆ (หลายคนบอกว่า ยิ่งเป็นปัญหามากกว่ารุ่นเก่าเสียอีก) และมีการแถม IE5.0 มาให้แทน IE4.0 ด้วย

WindowsMe ของใหม่ที่เพิ่งออกมา

WindowsMe (Millenium Edition) เป็นภาคต่อมาของ Windows 98 ซึ่งเพิ่มจะออกมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปค่อนข้างมาก และเท่าที่ทราบ รุ่นภาษาไทย เพิ่งจะมีออกมา (ก.ย. 2543) รายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่ทราบคือ มีการติดตั้ง DirectX และ Windows Media Player รุ่นใหม่ ๆ มาให้เลย เน้นการใช้งานแบบ Multimedia มากขึ้น นับว่าเป็น Windows รุ่นใหม่สุดที่มีใช้งานกันขณะนี้ แต่คงจะยังมีผู้ใช้งานกันไม่มากนัก

Windows2000 ที่หลายคนเข้าใจผิด

ในส่วนของระบบปฏิบัติการ อีกระบบหนึ่ง คือ Windows NT ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการใช้งานกันในส่วนของ Server ก็มีการพัฒนากันไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่นานนี้ ก็มีการออก Windows 2000 ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็น Windows รุ่นใหม่ต่อจาก Windows 98 แต่ไม่ใช่ Windows 2000 เป็นรุ่นใหม่ของ Windows NT โดยที่ระบบการทำงานต่าง ๆ ก็จะเน้นไปทางด้านของ Server เหมือนเดิม


ที่มา : http://203.172.208.242/tatalad/subject/computer/Elearning%20Online/comIII.htm

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความหมายของคอมพิวเตอร์

ความหมาย บทบาทและความสำคัญของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์คืออะไร

ปัจจุบันจะพบว่าคอมพิวเตอร์มีหลากหลายลักษณะ หลากหลายรูปแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์แบบกระเป๋าหิ้ว คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น คอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็มีความหมายที่ชัดเจนในตัวของมันเอง คือ เครื่องคำนวณ ในรูปของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรับข้อมูล และคำสั่ง ผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล แล้วนำข้อมูลและคำสั่งนั้น ไปประมวลผลด้วยหน่วยประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และแสดงผลผ่านอุปกรณ์แสดงผล ตลอดจนสามารถบันทึกรายการต่างๆ ไว้เพื่อใช้งานได้ด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลสำรอง

คอมพิวเตอร์จึงสามารถมีรูปร่างอย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปร่างอย่างที่เราคุ้นเคย หรือพบเห็น ตัวอย่างเช่น เครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ หรือ ATM ก็ถือว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง

เหตุผลที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน

1. สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็ว เช่น การใช้เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar-code) อ่านเวลาเข้า-ออก ของพนักงาน และคิดราคาสินค้า ในห้างสรรพสินค้า
2. สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมากๆ ไว้ในฐานข้อมูล (Database) เพื่อใช้งานได้ทันที
3. สามารถนำข้อมูลที่เก็บไว้มาคำนวณทางสถิติ แยกประเภท จัดกลุ่ม ทำรายงานลักษณะต่างๆ ได้ โดยระบบประมวลผลข้อมูล (Data Processing)
4. สามารถส่งข้อมูลจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูล (Data Communication)
5. สามารถจัดทำเอกสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยระบบประมวลผลคำ (Word Processing) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation)
6. การนำมาใช้งานทั้งด้านการศึกษา การวิจัย
7. การใช้งานธุรกิจ งานการเงิน ธนาคาร และงานของภาครัฐต่างๆ เช่น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับงานบัญชี งานบริหารสำนักงาน งานเอกสาร งานการเงิน การจองตั๋วเครื่องบิน รถไฟ
8. การควบคุมระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น ระบบจราจร, ระบบเปิด/ปิดน้ำของเขื่อน
9. การใช้เพื่องานวิเคราะห์ต่างๆ เช่น การวิเคราะห์สภาวะดินฟ้าอากาศ สภาพของดิน น้ำ เพื่อการเกษตร
10. การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจำลองรูปแบบ เช่น การจำลองในงานวิทยาศาสตร์ จำลองโมเลกุล จำลองรูปแบบการฝึกขับเครื่องบิน
11. การใช้คอมพิวเตอร์นันทนาการ เช่นการเล่นเกม การดูหนัง ฟังเพลง
12. การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยอี่นๆ เทคโนโลยีสื่อสารข้อมูล เกิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล1 จะรับข้อมูลโดยผู้ใชัเป็นผู้ป้อนคำสั่ง แล้วส่งไปยัง หน่วยประมวลผล2 ซึ่งทำหน้าที่ในการคิดคำนวณ หรือประมวลผลข้อมูล โดยทำตาม โปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก3 หน่วยความจำหลักซึ่งเป็นหน่วยความจำที่หน่วยประมวลผลสามารถอ่านเขียนได้รวดเร็วมาก ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลักนี้เพื่อให้หน่วยประมวลผลนำมาตีความและกระทำตามได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหน่วยความจำสำรองมีไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีจำนวนมาก และหากจะใช้งานก็มีการถ่ายจากหน่วยความจำสำรองมายังหน่วยความ แล้วนำข้อมูลที่เก็บไว้มาประมวลผล หน่วยส่งออกหน่วยแสดงผล4 เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลมาแสดงผล

ลักษณะและประเภทของงานคอมพิวเตอร์

ประมาณปี พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอร์มีอยู่ในโลกนี้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องในระบบเมนเฟรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ใช้กับงานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลง และ ราคาก็ไม่แพงนัก คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป งานที่คอมพิวเตอร์ทำตัวอย่างเช่น

1. งานที่ต้องจัดเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ เป็นต้น
2. งานที่ต้องอาศัยการประมวลผลที่รวดเร็ว มีความแม่นยำและถูกต้องที่สุด เช่นงานด้านวิทยาศาสตร์
3. งานที่ไม่ต้องการหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4. งานที่คนไม่สามารถเข้าไปทำได้ เช่นในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม

งานคอมพิวเตอร์กับงานการศึกษา

ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคัดคะแนนสอบ การจัดทำตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ ในงานห้องสมุด การจัดทำตารางสอ น เป็นต้น
ตัวอย่าง ในการประยุกต์ด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมฝ่ายทะเบียนวัดผลโปรแกรมตรวจข้อสอบ เป็นต้น

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/nakhonsawan/adun_t/lession0101.htm